วันจันทร์, กรกฎาคม 06, 2552

ใจที่ลืม

ดวงใจเอ๋ย.. เราแทบมิเคยเข้าใจเจ้าเลยใช่หรือไม่..?
เราปล่อยเจ้าไว้ เดียวดายภายในความเงียบงัน..
ดวงใจเอ๋ย.. เรามิเคยรักเจ้าเลยหรือไรกัน..?
ทั้งที่เรานั้น.. ควรรักเจ้ายิ่งกว่าสิ่งใด..
ดวงใจเอ๋ย.. เราละเลยเจ้ามานานถึงเพียงไหน..?
แม้ยามเจ้าบอบช้ำเจีบนตาย เราก็มิได้เหลียวแล..
ดวงใจเอ๋ย.. เราควรทำเช่นไร..?
ต้องชดใช้ให้เจ้าเพียงใด.. ถึงจะสมควรกัน..
ดวงใจเอ๋ย.. เราควรรูดียิ่งนัก..
บาดแผลที่กรีดลึกจัก..
..มิมีวันสมานได้ง่ายเลย..

เขียนให้ร่างกายตัวเอง วันนั้นป่วย

หยุดซะ..

หยุดเสียทีเถิด.. หยุดคิดเสียที
โลกเบื้องหน้าเธอนั้น มิได้มีเพียงหม่นสีมิใช่หรือ?
หยุดคิดเสียทีเถิด.. เลิกกลัวเสียที..
หากทำต่อไปอย่างนี้ ที่สุดแล้วจะมีแต่เธอที่เสียใจ..
ทางเบื้องหน้ายังไกลยิ่งนัก ข้างทางยังมีอะไรมากมาย..
จะหยุดแค่ตรงนี้ไม่ได้ จะเสียเวลาไปทำไมกัน
เธอยังมีหวังอยู่เบื้องหน้า เธอยังมีความฝัน
ถ้าหากทิ้งมัน จะไม่อาจเรียกอะไรคืนมา

เขียนเอง ให้ตัวเอง วันก่อน

หม่นสี..

เรามองไปเบื้องหน้า ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า
ฝันที่สีแพรวพราว นี่นก็ราวจะหม่นลง
เรามองไปเบื้องหน้า แลไปไม่เห็นความหวัง
แต่แม้จะสิ้นพลัง ก็ต้องเดินต่อไป
เรามองไปเบื้องหน้า รู้ว่าสุดทางคือความตาย
ชีวิตที่ไร้ความหมาย จะจบ ณ ปลายทางที่รอคอย

ให้ซาเร (เฟเรล - นักพยากรณ์) แห่งผืนเพลิง

ณ ที่ทุกสิ่งพังทลาย..

ฝันเอ๋ย.. เมื่อมาถึงที่นี้ หัวใจไกลยิ่งนัก..
รวดร้าวมากมาย เจ็บจนราวจะสลายแล้ว
มิอาจเดินหน้า และมิอาจจะถอยหลังได้..
หทัยเอ๋ย.. เรายืนอยู่ท่ามกลางสิ่งใดกัน
เมื่อมองไปเบื้องหน้า ทอดสายตาไปไกลยิ่ง กลับมิอาจเห็นสิ่งใด..
ขวัญเอ๋ย.. ทุกสิ่งสิ้นลงแล้วใช่หรือไม่..
ไม่เหลือสิ่งใด ว่างเปล่าจากแต่นี้ตราบชั่วกาล..