.........
ข้ามีนามว่าเซเรเนย์ มิมีสกุล แต่ด้วยความที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเป็นใคร มาแต่หนไหน และมิมีผู้ใดเคยรู้จัก ข้าจึงได้มีฉายาต่อท้าย กลายเป็น 'เซเรเนย์ ผู้สาบสูญในความทรงจำ'
.........
"ตื่นสิโว้ย!!!!!!!!!"
เสียงตะโกนกึกก้องดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจใครในยามเช้า
ที่มานั้นคือร่างโปร่งแสงที่กำลังพยายามปลุก'ร่าง'ของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้จะพยายามทุกวิธีเท่าที่'วิญญาณ'จะกระทำได้แล้ว แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด จนกระทั่งหมดแรง ตัดใจนั่งลงคอยอยู่ข้างๆ
ไม่นานนัก นัยน์สีดำงามดุจนิลของ 'ร่าง'ที่ว่านั้นก็ลืมขึ้น หันมามองวิญญาณที่พุ่งเข้าใส่ทันที
เด็กสาวกระพริบตาอีกสองสามครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืน ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง พลางสางและมัดผมดกดำที่ยุ่งเหยิง ณ ที่แห่งนั้น แสงทองแห่งทิวาวารกำลังเริ่มฉาดฉาย เข้าสู่วันใหม่....
เธอหันกลับมาในห้องกว้าง สบสายตานิ่งเย็น ลึกล้ำดังห้วงสมุทรลึกของสตรีหนึ่งผู้สง่างามน่าเกรงขามยิ่ง ฉับพลันสีหน้าสงบกลับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้าง
"อรุณสวัสดิ์ ซาเร" เสียงทรงอำนาจเอ่ยทักก่อนสาวน้อยนั้นจะได้พูดอะไรออกมา "ออกมาแต่เช้า คิดจะยึดร่างของเซเรเนย์ไปทั้งวันอีกแล้วหรือ?"
รอยยิ้มที่เคยกว้างหุบลง เหลือแต่เพียงเสียงหัวเราะแหะๆ แล้วฉับพลันก็กลายเป็นเด็กสาวผู้มีใบหน้าสงบนิ่งตามเดิม
"เมนิอาร์" เธอเอ่ยนามฝ่ายตรงข้ามเบาๆ "อรุณสวัสดิ์"
"เรื่องใดฤๅ ที่เจ้าประสงค์จะคุยกับข้า?" ผู้ครองนาม'เมนิอาร์'ถามขึ้นตรงๆในทันใด
"ความทรงจำ.." ปลายเสียงแปร่งเล็กน้อย บ่งชัดว่ามิใช่เรื่องที่จะพูดออกมาได้โดยง่ายนัก "ความทรงจำข้า.. ข้าคิดว่ามัน.. เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งหนึ่ง"
"ที่แห่งใดกัน มีลักษณะเป็นเช่นไร?"
"หอคอย.... สูง.... กว้าง..... ไม่ไกลจากเมือง..." ลำเสียงขาดช่วงบ้างเป็นห้วงๆ "ข้าเห็นในฝัน... ซ้อนทับกับทุ่งสงคราม... ลักษณะเหมือนโรงเรียน..."
"......... เรวาซ... น่าจะใช่ที่แห่งนั้น" เอ่ยอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้น สบเนตรสีแซฟไฟร์เข้ากับนัยน์นิลของผู้อยู่ตรงหน้า
"ไปกัน"
วันอาทิตย์, กันยายน 17, 2549
วันเสาร์, กันยายน 16, 2549
...ผืนเพลิง... -บทนำ
...ผืนเพลิง...
ทิวทัศน์เบื้องหน้าเธอนั้น คือทุ่งแห่งสงครามอันอาบโลหิตไปจนแดงฉานสุดปลายสายเนตรจะทอดเห็น
ที่แห่งนี้ไม่มีศพนักรบใด เหลือแต่เพียงศาสตรา ซึ่งผู้ล่วงลับทั้งหลายยังคงทิ้งไว้ ดุจเป็นป้ายวิญญาณให้แก่เขา เมื่อล่องลอย รางเลือนจากโลกนี้ไป
เซเรเนย์ทรงกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า หยาดโลหิตไหลเป็นทางจากไหล่ซ้าย หยดลงชโลมแผ่นดิน ณ ปลายนิ้ว เกศาสีนิลปลิวไสวไปกับวาโยยะเยือกเย็นผู้เยี่ยมเยือน ผิวกายซีดเผือดคล้ายดังว่าสายใยแห่งชีวินทร์ได้ถูกช่วงชิงออกไปจนสิ้น นัยน์ดำขุ่นมัวไร้แววแลอารมณ์ใดๆ
.........
"ตื่นเสีย!" วจีสั้นกระชับทรงอำนาจยิ่ง กึกก้องกังวานราวสิงหนาท ปะทุขึ้น
"ฤๅไม่ ก็ดับลมหายใจตนเองไปเสีย!"
ถ้อยนั้นแปลกแปร่ง ห้วนแล้งไร้ไมตรียิ่ง เป็นดั่งโองการ ประกาศิตแห่งจอมราชัน
เนตรขุ่นมัวค่อยเบิกขึ้นทีละช้า นิลนัยน์ด้านยิ่ง ไร้ชีวิต ไร้จิตใจ.. และราวว่าไร้วิญญาณ์...
ร่างสูงหนึ่ง ผินพักตรามา ดวงหน้านั้นงดงามยิ่งประดุจดั่งรูปสลักแห่งเทพี นัยนาน้ำเงินเข้มและลึกล้ำเปรียบดังห้วงมหรรณพ ทอดมองผู้เพิ่งฟื้นคืนขึ้นจากห้วงนิทรากาล
"เพียงลืมตาขึ้น เจ้าหาได้ตื่นไม่!" เธอเอื้อนเอ่ยขึ้นอีกครา
"จงเห็นความหวังสะท้อนอยู่ในคลองจักษุ จงให้ชีวินทร์เจ้าตื่นขึ้นสู่แสงสว่างเถิด"
ปลายเสียงนั้นอ่อนโยนแผ่วเบาลง นุ่มนวล ทอดยาวอย่างให้ความหวัง แต่เมื่อผู้อยู่ในลักษณาการราวไร้ชีวิตยังคงนิ่งเฉย หัตถ์เรียวสวยก็ถูกยื่นให้ ฉุดร่างซีดเซียวให้สัมผัสซึ่งแสงรุจีแห่งทิวากาล
..................
ทิวทัศน์เบื้องหน้าเธอนั้น คือทุ่งแห่งสงครามอันอาบโลหิตไปจนแดงฉานสุดปลายสายเนตรจะทอดเห็น
ที่แห่งนี้ไม่มีศพนักรบใด เหลือแต่เพียงศาสตรา ซึ่งผู้ล่วงลับทั้งหลายยังคงทิ้งไว้ ดุจเป็นป้ายวิญญาณให้แก่เขา เมื่อล่องลอย รางเลือนจากโลกนี้ไป
เซเรเนย์ทรงกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า หยาดโลหิตไหลเป็นทางจากไหล่ซ้าย หยดลงชโลมแผ่นดิน ณ ปลายนิ้ว เกศาสีนิลปลิวไสวไปกับวาโยยะเยือกเย็นผู้เยี่ยมเยือน ผิวกายซีดเผือดคล้ายดังว่าสายใยแห่งชีวินทร์ได้ถูกช่วงชิงออกไปจนสิ้น นัยน์ดำขุ่นมัวไร้แววแลอารมณ์ใดๆ
.........
"ตื่นเสีย!" วจีสั้นกระชับทรงอำนาจยิ่ง กึกก้องกังวานราวสิงหนาท ปะทุขึ้น
"ฤๅไม่ ก็ดับลมหายใจตนเองไปเสีย!"
ถ้อยนั้นแปลกแปร่ง ห้วนแล้งไร้ไมตรียิ่ง เป็นดั่งโองการ ประกาศิตแห่งจอมราชัน
เนตรขุ่นมัวค่อยเบิกขึ้นทีละช้า นิลนัยน์ด้านยิ่ง ไร้ชีวิต ไร้จิตใจ.. และราวว่าไร้วิญญาณ์...
ร่างสูงหนึ่ง ผินพักตรามา ดวงหน้านั้นงดงามยิ่งประดุจดั่งรูปสลักแห่งเทพี นัยนาน้ำเงินเข้มและลึกล้ำเปรียบดังห้วงมหรรณพ ทอดมองผู้เพิ่งฟื้นคืนขึ้นจากห้วงนิทรากาล
"เพียงลืมตาขึ้น เจ้าหาได้ตื่นไม่!" เธอเอื้อนเอ่ยขึ้นอีกครา
"จงเห็นความหวังสะท้อนอยู่ในคลองจักษุ จงให้ชีวินทร์เจ้าตื่นขึ้นสู่แสงสว่างเถิด"
ปลายเสียงนั้นอ่อนโยนแผ่วเบาลง นุ่มนวล ทอดยาวอย่างให้ความหวัง แต่เมื่อผู้อยู่ในลักษณาการราวไร้ชีวิตยังคงนิ่งเฉย หัตถ์เรียวสวยก็ถูกยื่นให้ ฉุดร่างซีดเซียวให้สัมผัสซึ่งแสงรุจีแห่งทิวากาล
..................
วันศุกร์, สิงหาคม 04, 2549
[กลอน] อันเกี่ยวใกล้เศร้า
เพียงความเศร้าเราก็หยุดยั้งมันได้
เรื่องแค่นี้มันมิตายมิใช่หรือ
แล้วจะบ้าไปกันทำไมฤๅ
หรือจะบอกว่าไม่อาจทำใจได้
เรื่องแค่นี้มันมิตายมิใช่หรือ
แล้วจะบ้าไปกันทำไมฤๅ
หรือจะบอกว่าไม่อาจทำใจได้
[กลอน] ณ ฤทัย
ดังประสงค์อยากก้าวไปดังใจหวัง
ดั่งห้วงลึกในภวังค์นั้นใฝ่หา
ดังตัวข้านั้นไร้ซึ่งศรัทธา
ไร้สิ่งมายึดเหนี่ยวให้คงทน
ดั่งห้วงลึกในภวังค์นั้นใฝ่หา
ดังตัวข้านั้นไร้ซึ่งศรัทธา
ไร้สิ่งมายึดเหนี่ยวให้คงทน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)