หยาดวรุณโรยรินลงเป็นสาย แต่ไหนเล่า จักอาจเทียมเทียบชลนัยน์อันหลั่งอยู่โดยมิให้ผู้ใดได้ยล
บางคราข้าเฝ้าเพียรถาม ว่าข้านั้นผิดหรือเช่นไร ข้าจึงมิอาจสมหวัง มิอาจเอื้อมคว้าสิ่งซึ่งอยู่เบื้องหน้ามาประคอง ทะนุถนอมไว้ได้ และด้วยเหตุใดสังคมจึงขีดกั้น เหตุใดจึงต้องขวางเราไว้ด้วยสายใยวัฒนธรรมบางๆอันไม่อาจข้ามได้โดยง่าย
........................
เราลืมตาขึ้น สัมผัสได้ถึงบรรยากาศตอนเช้าที่คุ้นเคย สายตาพลันทอดเห็นนาฬิกาสี่เหลี่ยมขาวใสที่เรืองแสงได้ เลขตัวใหญ่บอกว่าตอนนี้แปดโมง
เราลุกขึ้น หยุดเลือกเสื้อผ้าหน้าตู้ แล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปด้วยอาการที่ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ แทนที่จะอาบเร็วๆเหมือนอยากให้เสร็จเร็วๆอย่างเคย กลับพิถีพิถันกับรายละเอียดมากมายที่ไม่เคยสนใจ จนน่าคิดได้ว่า วันนี้พายุลูกเห็บอาจจะถล่มเมืองฟ้ากรุงเทพก็เป็นได้
นาฬิกาลูกบาศก์น่ารักเรือนเดิมที่ต้องแสงแดดสดใสบอกเวลาเก้าโมง เราแขวนตากผ้าเช็ดตัวไว้กับราวเดิม โยนชุดนอนลงตะกร้าผ้ามุมข้างตู้ แล้วคว้าหวีกับแว่นตาเดินไปหน้ากระจกบานยาว
จนกระทั่งนาฬิกาข้อมือส่งเสียงเตือนบอกเวลาสิบโมงตรงนั่นแหละ ถึงได้มาอยู่ที่ป้ายรถเมล์ และโดยที่ไม่ต้องรอนานนัก รถเมล์ไม่ปรับอากาศก็วิ่งมา เรากระโดดขึ้นบันไดสามสี่ขั้นขึ้นไปหาที่นั่งใกล้ๆนั้นด้วยความเคยชิน ก่อนจะปล่อยความคิดไปกับทิวทัศน์ที่เลยผ่านไปเมื่อรถออกวิ่ง
สิบโมงสี่สิบ สายไปสิบนาทีอีกแล้ว เราวิ่งวนอย่างรีบเร่งไปตามชั้นหนึ่งภายในห้างใหญ่ที่คนพลุกพล่าน ก่อนจะผ่อนฝีเท้าลงพักเหนื่อยหน้าร้านหนังสือ
ถ้านัดกันที่ร้านหนังสือ ก็เป็นที่ซึ่งเราจะหาเพื่อนรักที่โทรตามมาก่อนได้ง่ายๆ เราเดินอ้อมชั้นหนังสือหลายชั้น เหลือบมองดูความเคลื่อนไหวที่สนองตลาดนิยายวัยรุ่นส่วนมากหน่อยนึง ก่อนจะหยุดลงข้างๆเด็กสาวที่ก้มหน้าก้มตาอ่านนิยายสืบสวนเล่มใหญ่อยู่นิ่งๆ
"อ้าว มาตั้งแต่เมื่อไหร่!"
น้ำเสียงที่เหมือนทั้งตกใจและประหลาดใจแบบนี้เราได้ยินจนชิน จนหลังๆ เราคิดว่าคงพูดจนชินกลายเป็นนิสัยไปแล้ว
เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู บ่นต่อว่า
"สายไปสิบห้านาที"
เราตอบอะไรไม่ได้ นอกเสียจากยอมรับผิดแล้วเปลี่ยนเรื่อง
"จะไปกันเลยรึเปล่า?"
"อืม" เธอตอบรับเพียงในคอ พลางค่อยๆวางหนังสือคืนลงบนชั้นอย่างเบามือ
เราสองคนเดินออกจากร้านหนังสือ แล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปบนชั้นต่างๆ เพื่อหาที่เงียบๆ สงบๆ นั่งกัน
วนจนทั่ว สุดท้ายก็เลือกร้านที่ชั้นแรก ไม่ไกลจากร้านหนังสือนั่นแหละ
"คิดออกรึยังน่ะ ว่าจะพูดเรื่องอะไร" เธอยิงคำถามใส่ พลางเติมน้ำตาลลงในกาแฟ พร้อมๆกับที่เรานั่งจิบโกโก้ร้อน
เราถอนหายใจเบาๆ เรื่องนี้เราคิดแล้วคิดอีก วนเวียนอยู่ในหัวตั้งหลายวัน สุดท้ายก็อดหนักใจไม่ได้ เราพยายามคุมความคิดให้เป็นปกติที่สุด พูดออกมาเรียบๆเท่าที่จะทำได้
"ที่จริง...." เราหยุด หายใจเข้าออกลึกๆเพื่อควบคุมตัวเอง เรารู้ว่าเธอเห็นอาการผิดปกตินั่น แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
"เราชอบโมโมะ"
เราเห็นแววแปลกประหลาดฉาบไปทั่วใบหน้าเธอ เป็นยิ่งกว่าคำว่าแปลกใจ แต่อย่างน้อยก็ไม่ถึงขนาดตะลึง
เราก้มหน้าลงจิบโกโก้ ช้าๆ พร้อมกับที่เธอจิบกาแฟด้วยอาการใกล้เคียงกัน ความเงียบที่เราเกรงกลัวปกคลุมไปทั่ว
"ถ้าไม่ได้ชอบอะไรบางอย่างในตัวอีกฝ่าย ก็คงไม่สนิทกันมาได้ตลอดสามปีหรอก" เธอพูดขึ้นก่อน ช้าๆ ชัด แต่เบายิ่ง
เรายิ้มบางๆ คิดในใจว่าถ้ามันเป็นแค่นั้นจริงก็คงดี...
"แต่เผอิญว่า เราชอบทุกอย่างในตัวโมโมะ"
"ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรตรงไหนนิ"
"ถ้างั้น..เราก็คงต้องบอก..." เรารู้สึกได้ว่า แววตาเราฉายความเศร้าชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
"ว่าเรา..รักโมโมะ มากกว่าเพื่อน"
เรารู้สึกเหมือนต้อนเธอให้จนมุม แววตาของเธอฉายชัดถึงประกายอย่างหนึ่ง ที่เรามองแล้วเหมือนกำลังถูกถามว่า เราต้องการอะไรกัน...
ความเงียบที่น่ากลัวเข้าปกคลุมอีกครั้ง คราวนี้เนิ่นนาน ราวกับว่าตัวตนของแต่ละคนที่ถูกชักเข้าไปติดอยู่ในความคิดของตัวเอง จะไม่ออกมาทำลายความเงียบนี้จนชั่วนิรันดร์
ใจเราท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกผิด มันแน่นหนักราวกับจะกดทับเราให้ตาย
เราละเลียดโกโก้ในแก้วให้หมด พร้อมกับเธอเช่นกัน แล้วค่อยจ่ายเงิน เดินออกจากร้าน ออกจากห้าง ข้ามสะพานลอยไปรอรถเมล์ที่ป้ายฝั่งตรงข้ามด้วยกัน ภายใต้ความเงียบ คำพูดที่เคยไหลลื่นอย่างปกติ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความตะขิดตะขวงใจที่จะพูดออกมาอย่างแปลกประหลาด
"แล้วเจอกันนะ" เราพูดออกมาได้แต่คำนี้ ตอนที่เธอขึ้นรถเมล์ไป
........................
'สวัสดี'
เราทักเข้าไปตามปกติเมื่อเห็นเธอโผล่เข้ามาในเอ็มเอสเอ็น เมซเซนเจอร์ แล้วข้อความสวัสดีต่างสีอีกอันก็โผล่ตอบเราขึ้นมา
แต่จากนั้น เราก็นิ่งงัน ไม่รู้จะโต้ตอบอะไรไปดี
แต่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เธอเป็นผู้ทำลายความเงียบนั้น แม้จะด้วยประโยคที่สั้นและยังให้ความรู้สึกแปลกแปร่งหลงเหลือ
'เราต้องขอโทษยุเรื่องเมื่อวันก่อน คือเราไม่รู้จะพูดอะไรดี นึกไม่ถึงว่ายุจะคิดถึงเราแบบนั้น หัวมันมึนไปหมด'
'อือ' เราตอบกลับไป
'เป็นความผิดเราด้วยแหละ ที่พูดจนโมโมะเหมือนถูกบีบจนมุม เหมือนเราคาดคั้นโมโมะมากเกินไป'
อย่างน้อย พอได้คุยกันยาวๆ อะไรบางๆที่ขวางกั้นพวกเราสองคนไว้ก็แตกลง
'เอ้อ แล้วทำไมวันนี้ออนดึกผิดปกติล่ะ ปกติเห็นนอนเร็ว' เราถามอย่างเป็นธรรมชาติขึ้น
'เราอยากคุยกับยุ' สั้นๆ แต่เราค่อนข้างมั่นใจได้เลย ว่าเพียงเท่านี้ กลับมีความหมายมหาศาลสำหรับเธอ
'เรื่องอะไรล่ะ?' เราถามออกไป ทั้งๆที่ก็พอรู้อยู่ในใจ
'เรื่องแรกก็ขอโทษนั่นแหละ' เราเริ่มเห็นภาพของเธอที่เราเคยชินมาตลอด
'ส่วนอีกเรื่อง เราเข้าใจว่ายุอยากได้คำตอบ'
'อือ' เราตอบรับ
'เราเดาไม่ออกว่าพอตอบไปแล้วยุจะทำหน้ายังไง แต่นี่คือสิ่งที่เรารู้สึก
เราคงเป็นอะไรกับยุมากกว่าเพื่อนสนิทที่สุดไม่ได้"
'อือ เราเข้าใจ' เราตอบด้วยความรู้สึกจริงๆของตัวเอง แม้จะแปลกใจ
'เรารู้ว่าโมโมะเป็นคนปกติ ไม่เหมือนเรา แต่แค่ได้บอกเราก็สบายใจขึ้นเยอะแล้วล่ะ ห่วงก็แต่โมโมะนั่นแหละ บอกแล้วคงไม่พาลกลัวเราไปหรอกนะ'
'เออ ไม่กลัวหรอก ก็แค่แปลกขึ้นกว่าเดิมอีกไม่เท่าไหร่ เรารับได้' เรายิ้มกว้างอยู่คนเดียว แบบนี้สิ ถึงเป็นเธอที่เรารู้จักจริง และคนนี้แหละที่เราชอบ แคร์คนอื่น แต่ไม่ลืมแคร์ตัวเอง ถ้าคำตอบอะไรไม่ใช่แบบนี้ เราคงไม่เป็นสุขอย่างนี้ แต่กระนั้นเราก็ไม่แน่ใจ ว่าสักวันสุขที่ได้เห็นเพื่อนเป็นเพื่อนคนปกติอย่างที่เราชอบ วันนี้จะเหมือนถูกช่วงชิงไปรึเปล่า...
เพราะไม่ว่ายังไงแล้ว ...เราก็รักเธอยิ่งกว่าเพื่อนอยู่ดี...
........................
บางครั้งเราก็ไม่เข้าใจตัวเองเป็นอย่างมาก ทั้งที่ก่อนหน้าจะได้พูดออกไป กลับกลัว คิดโน่นนี่นั่น เจ็บปวดทั้งกับการคาดเดาของตัวเองและพันธนาการอะไรมากมายที่คิดสรรค์ไปเอง เรากังวลจนฝันเห็นตัวเองร้องไห้ซะด้วยซ้ำ
คิดมาถึงตรงนี้แล้วก็แปลก ทั้งๆที่ผลออกมาเหมือนกัน แทนที่เราจะเป็นจะตายเอาให้ได้เหมือนในฝันหรือที่กังวลไว้ กลับดีใจ มีความสุขอยู่ลึกๆซะอย่างนั้น
แต่มันก็ดี... อย่างน้อยก็เป็นการดีสำหรับทั้งเรา และ เธอ
วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 26, 2549
วันพฤหัสบดี, กันยายน 28, 2549
..รัตติ..
...จันทราเอย.. ข้าเฝ้ามองเจ้าสาดส่องแสงจากฟากฟ้า...
...จันทราเอย.. ข้ามิเข้าใจ.. ผู้คนต่างชื่นชมเจ้า ..เจ้า.. ผู้เป็นดังประทีปกลางราตรีกาล..
...จันทราเอย.. ทั้งๆที่หากไร้ซึ่งความมืดแห่งรัตติกาล เจ้าก็มิอาจฉาดฉายแสงให้เห็นได้..
... แต่ทำไมกัน.. เขาจึงชื่นชมเจ้า.. แต่กลับเคียดแค้นชิงชังความมืดนั้น....
นิทราเถิด.. ผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งข้า.. ข้าจะคอยอยู่เคียงข้าง...
..แม้ในยามหลับไหล ข้าก็จะปกป้องเจ้า...
..หากวันใดเจ้าเกรงกลัวซึ่งความืด ข้าจักเสกสรรแสงสว่างเพื่อเจ้า...
..แต่หากเจ้าปรารถนาจะหลับไหลท่ามกลางความมืดอันเป็นธาตุของเจ้าและข้า ก็ขอจงนิทราให้สบายภายในม่านอนธนกาลนี้เถิด...
.. แม้ในยามจิตเจ้าล่องลอยไปภายในความฝัน ข้าผู้นี้ก็จะยังอยู่เคียงข้างเจ้า.. ข้า.. ผู้ที่เขาเคยเรียกขานกันว่า ราชันย์แห่งอันธกาล ..
...จันทราเอย.. ข้ามิเข้าใจ.. ผู้คนต่างชื่นชมเจ้า ..เจ้า.. ผู้เป็นดังประทีปกลางราตรีกาล..
...จันทราเอย.. ทั้งๆที่หากไร้ซึ่งความมืดแห่งรัตติกาล เจ้าก็มิอาจฉาดฉายแสงให้เห็นได้..
... แต่ทำไมกัน.. เขาจึงชื่นชมเจ้า.. แต่กลับเคียดแค้นชิงชังความมืดนั้น....
นิทราเถิด.. ผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งข้า.. ข้าจะคอยอยู่เคียงข้าง...
..แม้ในยามหลับไหล ข้าก็จะปกป้องเจ้า...
..หากวันใดเจ้าเกรงกลัวซึ่งความืด ข้าจักเสกสรรแสงสว่างเพื่อเจ้า...
..แต่หากเจ้าปรารถนาจะหลับไหลท่ามกลางความมืดอันเป็นธาตุของเจ้าและข้า ก็ขอจงนิทราให้สบายภายในม่านอนธนกาลนี้เถิด...
.. แม้ในยามจิตเจ้าล่องลอยไปภายในความฝัน ข้าผู้นี้ก็จะยังอยู่เคียงข้างเจ้า.. ข้า.. ผู้ที่เขาเคยเรียกขานกันว่า ราชันย์แห่งอันธกาล ..
วันอาทิตย์, กันยายน 17, 2549
...ผืนเพลิง... -บทที่ห้า เริ่มชีวิต
"ยังดีที่ได้อยู่กับเจ้า" ว่าพลางทิ้งตัวลงเหยียดยาวบนเตียงใหญ่ในห้องกว้าง "จะว่าไปหอที่นี่ก็ไม่เลวแฮะ"
"ซาเร" เสียงทรงอำนาจเอ่ยเรียกขึ้น "ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า"
เด็กสาวลุกขึ้นนั่ง จับจ้องเนตรสมุทรสีแซฟไฟร์ที่มองมา
"ค่าเล่าเรียนที่นี่สูง ข้าจะพยายามให้ได้ทุนในปลายปี แต่ถ้าหากเซเรเนย์มิอาจได้ทุน ข้าเกรงว่าเจ้าจะต้องไปช่วยทำงาน"
แทนที่จะสนใจว่าต้องไปทำงาน ซาเรกับหัวเราะออกมา
"เมนิ นี่เจ้าจะมาเรียนหนังสือแทนค้นหาความทรงจำให้เซเรแล้วรึ"
ดวงหน้างามดังรูปสลักยังคงนิ่งไร้อารมณ์เช่นเดิม
...เซเรชื่นชอบนัก น่าแกล้งเล่นเหลือเกิน....
.........
เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เมนิอาร์เดินออกไปเปิด เชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนเข้ามาภายในโดยไร้สุ้มเสียงถ้อยคำ
เด็กสาวสองคน เกศาแดงดังเพลิง หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ นั่งลงบนเก้าอี้ยาวไม่ห่างจากตัวซาเรและเมนิอาร์ที่มานั่งข้างๆด้วยนัก
"เจ้าสองคนคงเป็นฝาแฝดกันสินะ?" เจ้าของบ้านยิงคำถามขึ้นก่อน "เหมือนกันอย่างกับแกะ เว้นแต่ตา"
"ใช่แล้ว" คนที่ตาสีม่วงรับ "ข้ากวาดิเอส และนี่เมดิอัส" ว่าพลางภายมือไปยังแฝดอีกคนผู้มีตาสีเขียว
"ข้าซาเร ข้างๆนี่เมนิอาร์ แล้วก็ ...เอ่อ.... ร่างนี่.. ข้า..อีกคน.... ชื่อเซเรเนย์" ผู้อยู่ในร่างเซเรเนย์เอ่ยอย่างไม่ชิน ก่อนจะพยายามเปลี่ยนไปเรื่องอื่น
"พวกเจ้าอยู่ห้องข้างๆนี่รึ?"
ผู้มีเนตรสีม่วงอเมทิสต์พยักศรีษะรับ เสริมขึ้นอีก "และเรียนอยู่ห้องเดียวกับพวกเจ้าสองคนด้วย"
"จริงรึ?" ดวงตาสีดำเริ่มแวววับ คนพูดมากเริ่มสนใจ
"อื้อ"
สิ้นคำนั้น ผู้ตั้งใจฟังยิ่งก็กระโดดเข้าเกาะเพื่อนใหม่ทันที
"ซาเร" เสียงทรงอำนาจเอ่ยเรียกขึ้น "ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า"
เด็กสาวลุกขึ้นนั่ง จับจ้องเนตรสมุทรสีแซฟไฟร์ที่มองมา
"ค่าเล่าเรียนที่นี่สูง ข้าจะพยายามให้ได้ทุนในปลายปี แต่ถ้าหากเซเรเนย์มิอาจได้ทุน ข้าเกรงว่าเจ้าจะต้องไปช่วยทำงาน"
แทนที่จะสนใจว่าต้องไปทำงาน ซาเรกับหัวเราะออกมา
"เมนิ นี่เจ้าจะมาเรียนหนังสือแทนค้นหาความทรงจำให้เซเรแล้วรึ"
ดวงหน้างามดังรูปสลักยังคงนิ่งไร้อารมณ์เช่นเดิม
...เซเรชื่นชอบนัก น่าแกล้งเล่นเหลือเกิน....
.........
เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เมนิอาร์เดินออกไปเปิด เชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนเข้ามาภายในโดยไร้สุ้มเสียงถ้อยคำ
เด็กสาวสองคน เกศาแดงดังเพลิง หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ นั่งลงบนเก้าอี้ยาวไม่ห่างจากตัวซาเรและเมนิอาร์ที่มานั่งข้างๆด้วยนัก
"เจ้าสองคนคงเป็นฝาแฝดกันสินะ?" เจ้าของบ้านยิงคำถามขึ้นก่อน "เหมือนกันอย่างกับแกะ เว้นแต่ตา"
"ใช่แล้ว" คนที่ตาสีม่วงรับ "ข้ากวาดิเอส และนี่เมดิอัส" ว่าพลางภายมือไปยังแฝดอีกคนผู้มีตาสีเขียว
"ข้าซาเร ข้างๆนี่เมนิอาร์ แล้วก็ ...เอ่อ.... ร่างนี่.. ข้า..อีกคน.... ชื่อเซเรเนย์" ผู้อยู่ในร่างเซเรเนย์เอ่ยอย่างไม่ชิน ก่อนจะพยายามเปลี่ยนไปเรื่องอื่น
"พวกเจ้าอยู่ห้องข้างๆนี่รึ?"
ผู้มีเนตรสีม่วงอเมทิสต์พยักศรีษะรับ เสริมขึ้นอีก "และเรียนอยู่ห้องเดียวกับพวกเจ้าสองคนด้วย"
"จริงรึ?" ดวงตาสีดำเริ่มแวววับ คนพูดมากเริ่มสนใจ
"อื้อ"
สิ้นคำนั้น ผู้ตั้งใจฟังยิ่งก็กระโดดเข้าเกาะเพื่อนใหม่ทันที
...ผืนโลหิต... -บทที่สี่ ปราการ
"ถ้าผ่านแล้วนี้ก็ต้องอยู่หอแล้วก็ไปเรียนทุกวันใช่ไหมเนี่ย" เสียงบ่นมาแต่ไกล และคงจะเป็นไปตลอดทาง แต่เมนิอาร์ก็ยังคงนิ่งเช่นเดิม ซาเรพอจะสังเกตุได้อยู่บ้างว่า นอกจากเซเรเนย์แล้ว คนๆนี้ก็ไม่ค่อยจะพูดกับใคร แม้แต่กับเธอซึ่งใช้ร่างของคนนั้นก็ตาม
ยังไม่ทันจะเดินออกจากที่นี่ไป กระดานแผ่นเล็กๆก็ถูกแบกมาตั้ง ผู้คนต่างกรูกันเข้าไปล้อมรอบ
"ประกาศผลกันแล้วเรอะ!" น้ำเสียงบ่งว่าตกใจนักก่อนจะรีบวิ่งไปมุงกับเขาด้วยโดยไม่ลืมลากเพื่อนข้างๆไป
.........
"ติด!" เสียงดังโหยหวนมาแต่ไกล ราวกับว่าผู้พูดนั้นเกลียดชังการเข้าเรียนเป็นอย่างยิ่ง
"เจ้าไม่อยากช่วยเซเรเนย์รึ?" วจีที่เอื้อนเอ่ยยังคงทรงอำนาจ หากแต่ดูแล้งไร้อารมณ์ใดๆนัก
ซาเรถอนหายใจช้าๆ "ข้าไม่ชอบกฏระเบียบ.. แต่เอาเถอะ ถ้ามันทำให้เซเรมันกลับเป็นคนปกติได้ ข้าก็จะทน" น้ำเสียงช่วงท้ายอ่อนลง
แม้จะดูเป็นเช่นนี้ แต่คนๆนี้ก็ยังคงห่วงเพื่อน..
บรรยากาศเงียบๆนั้นคงอยู่ได้ไม่นานนัก ยิ่งสำหรับผู้ไม่ชอบการอยู่นิ่งเฉย เด็กสาวคว้าข้อมือของเมนิอาร์ขึ้น ลากเข้าอาคารใหญ่ไป
"ป่ะ ไปมอบตัว"
.........
"เจ้าสองคนอยู่ปราการแห่งปราชญ์"
"ปราชญ์!!!!!!" ซาเรโพล่งขึ้นอย่างไม่เกรงใจใครอีกครั้ง ทำเอาผู้คนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว แต่ก็หาได้กระเทือนไม่ ยังคงตะโกนออกมาด้วยเสียงเท่าเดิม "คนอย่างข้าจะอยู่ได้เรอะ!!"
เด็กสาวหันมาหาคนข้างๆ ราวกับหวังจะให้ช่วย แต่เมนิอาร์กลับยืนนิ่ง สีหน้าแลแววตาสงบลึกล้ำราวทะเลยามไร้คลื่นลม
"เมนิ.. เจ้าช่วยข้าหน่อยสิ"
ครานี้สตรีนั้นผันพักตรามาน้อยๆ
"วิชาแห่งปราชญ์ หากเจ้าไม่ไหว ก็ให้เซเรเนย์ออกมาเถิด" แม้น้ำเสียงยังคงฟังแล้วเย็นชายิ่งแต่ผู้ฟังกลับยิ้มออกได้
"นั่นสินะ... ที่จริง หากเป็นปราการอื่นก็ใช่ว่าข้าจะอยู่ได้ อาจทำให้เซเรเดือดร้อนซะด้วยซ้ำ" ถ้อยคำนั้นอ่อนลง
ยังไม่ทันจะเดินออกจากที่นี่ไป กระดานแผ่นเล็กๆก็ถูกแบกมาตั้ง ผู้คนต่างกรูกันเข้าไปล้อมรอบ
"ประกาศผลกันแล้วเรอะ!" น้ำเสียงบ่งว่าตกใจนักก่อนจะรีบวิ่งไปมุงกับเขาด้วยโดยไม่ลืมลากเพื่อนข้างๆไป
.........
"ติด!" เสียงดังโหยหวนมาแต่ไกล ราวกับว่าผู้พูดนั้นเกลียดชังการเข้าเรียนเป็นอย่างยิ่ง
"เจ้าไม่อยากช่วยเซเรเนย์รึ?" วจีที่เอื้อนเอ่ยยังคงทรงอำนาจ หากแต่ดูแล้งไร้อารมณ์ใดๆนัก
ซาเรถอนหายใจช้าๆ "ข้าไม่ชอบกฏระเบียบ.. แต่เอาเถอะ ถ้ามันทำให้เซเรมันกลับเป็นคนปกติได้ ข้าก็จะทน" น้ำเสียงช่วงท้ายอ่อนลง
แม้จะดูเป็นเช่นนี้ แต่คนๆนี้ก็ยังคงห่วงเพื่อน..
บรรยากาศเงียบๆนั้นคงอยู่ได้ไม่นานนัก ยิ่งสำหรับผู้ไม่ชอบการอยู่นิ่งเฉย เด็กสาวคว้าข้อมือของเมนิอาร์ขึ้น ลากเข้าอาคารใหญ่ไป
"ป่ะ ไปมอบตัว"
.........
"เจ้าสองคนอยู่ปราการแห่งปราชญ์"
"ปราชญ์!!!!!!" ซาเรโพล่งขึ้นอย่างไม่เกรงใจใครอีกครั้ง ทำเอาผู้คนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว แต่ก็หาได้กระเทือนไม่ ยังคงตะโกนออกมาด้วยเสียงเท่าเดิม "คนอย่างข้าจะอยู่ได้เรอะ!!"
เด็กสาวหันมาหาคนข้างๆ ราวกับหวังจะให้ช่วย แต่เมนิอาร์กลับยืนนิ่ง สีหน้าแลแววตาสงบลึกล้ำราวทะเลยามไร้คลื่นลม
"เมนิ.. เจ้าช่วยข้าหน่อยสิ"
ครานี้สตรีนั้นผันพักตรามาน้อยๆ
"วิชาแห่งปราชญ์ หากเจ้าไม่ไหว ก็ให้เซเรเนย์ออกมาเถิด" แม้น้ำเสียงยังคงฟังแล้วเย็นชายิ่งแต่ผู้ฟังกลับยิ้มออกได้
"นั่นสินะ... ที่จริง หากเป็นปราการอื่นก็ใช่ว่าข้าจะอยู่ได้ อาจทำให้เซเรเดือดร้อนซะด้วยซ้ำ" ถ้อยคำนั้นอ่อนลง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)