คนหนึ่งข้างหลังเธอ..
โดย rachan
ระบบการต่อสู้ จาก Tales of Eternia
เราน่ะ... ประสงค์จะปกป้องเขาไว้ด้วยหัตถ์แห่งเรานี้...
เธอคนนั้น... ที่แม้จะมิเคยรู้สึกเช่นใดต่อเรา
แม้ว่าในความเป็นจริง เราเสียอีกที่มิอาจสามารถปกป้องเธอได้
หากจะทำ.. มีแต่เธอนั่นแหละที่อาจปกป้องเรา..
"เซเรห์น(sereihn) เราจะออกไปหาอาหาร ไปด้วยกัน" เสียงสตรีหนึ่งเรียกเราอยู่มิไกล
เราลุกขึ้นหยิบย่ามใกล้ตัวขึ้นสะพายบ่าข้างหนึ่ง พลางเดินไปตามคำเรียก
เธอผู้นั้นมิรอช้า ออกเดินนำหน้าไปก่อนที่เราจะถึงตัว
"เซเรห์น เจ้าเก็บผลไม้แถวนี้ไปก่อนนะ เดี๋ยวเราจะไปล่าหมีแถวนั้นมาซักตัว" เธอหันกลับมาบอกหน่อยนึง ก่อนจะเดินตรงลึกเข้าไปในป่า
เราแลตามไปเช่นทุกครั้ง มิว่าในสถานที่ใด ก่อนจะหันกลับมา ปลดย่ามลงข้างตัวแล้วปีนขึ้นเก็บผลไม้
นานแล้วนะ.. ปกติล่าหมีไม่น่าจะใช้เวลานานขนาดนี้ แม้จะเป็นเราซึ่งฝีมือด้อยกว่ามากก็ตาม
เราแบกย่ามอันใส่ผลไม้ไว้จนเกือบเต็มขึ้นสะพายไหล่ แล้วออกเดินตรงลึกเข้าไปในป่าบ้าง
ภาพเบื้องหน้าทำเอาเราต้องเบิกตากว้าง หมีป่าตัวใหญ่สองตัวกับตัวขนาดกลางอีกราวห้าหกตัว ตั้งวงล้อมสตรีร่างสูงโปร่งแต่เพียงผู้เดียวไว้ท่ามกลาง
"ซิเรเนส!!!!!!!!!!!!" เราปลดย่ามลงกองไว้บนพื้นทันที ออกวิ่งไปพร้อมชักดาบข้างตัวออกมา
เสียงของเราดึงให้ศัตรูจำนวนหนึ่งถอยจากวงนั้นหันมาทางเรา พร้อมกันอีกหลายตัวที่โผล่ออกมาจากบริเวณรอบๆ
แต่ตอนนั้น ..ที่ซิเรหันมาเห็นเรา... หมีตัวใหญ่ตัวหนึ่งตวัดกรงเล็บลงหมายทำร้ายในทันใด...
แม้มันจะพลาด ซิเรเนสอาจหลบได้ แต่ก็ไม่พ้น คมนั้นกรีดไหล่ซ้ายที่บังคับทิศดาบลงไปจนลึก โลหิตซ่านกระเซ็นและไหลลงเป็นทางยาว
แทนที่อะไรจะดีขึ้น แต่ศัตรูที่มากขึ้นกลับทำให้สถานการณ์กลับเป็น แพ้ครึ่ง-ชนะครึ่ง มิต่างจากเดิม
ซิเรเนสเสียอีก ที่ต้องปกป้องเราด้วยการหันไปรับมือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดในวงกว่าครึ่งของจำนวนทั้งหมด
ส่วนเรา ทำได้แค่ระวังหลัง กันไม่ให้พวกที่เหลือมายุ่มย่ามได้เท่านั้น
"เซเรห์น พอมียาเหลือไหม" เธอถามโดยไม่ได้หันมา
เราล้วงลงไปในกระเป๋าคาดเอว หยิบเอาชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ออกมา
"มี" เราตอบ
"ใช้ให้หน่อย"
เรากำเจลยาชิ้นนั้นไว้ โยนขึ้นไปบนฟ้า ร่างของซิเรเรืองแสงขึ้นวูบหนึ่ง บาดแผลหายไปไม่มากนัก
คมดาบของเราสองคมล้มศัตรูลงไปได้อีกคนละตัว ในสภาพที่ชักไม่สู้ดีนัก
โดยทั้งเรามิได้ทันสังเกตเห็นหรือรู้สึก พื้นใต้เท้าเราสองคนเรืองแสงขึ้นเป็นสีฟ้า ลำแสงสว่างใสสาดส่องตรงลงมาจากเบื้องบน สัมผัสอันอ่อนโยนที่จำได้ แม้ยังไม่คุ้น หลั่งรินชุ่มชื้นดังท้องธารา นุ่มนวลอบอุ่นดุจวาโยยามวสันตฤดู
บาดแผล ความเจ็บปวด หายวับไปราวไม่เคยมี พลังที่ช่วงใช้ไปเสียเกือบหมดสิ้น หวนคืนราวมิเคยได้ใช้
จนแสงนั้นจางลง ครานี้เราสัมผัสได้ชัด แผ่นดินใต้เท้าบังเกิดเป็นระลอกคลื่น ปริแตกแตกอย่างเกรี้ยวกราด สูบกลืน ทิ่มแทง มุ่งมาดจักพิฆาตเหล่าศัตรูทั้งมวล
จนพสุธาสงบลง เบื้องหลังฝุ่นควัน เราจึงได้เห็น สภาพของศัตรูที่เคยมีขนเรียบสะอาดด้วยคมดาบยังมิอาจเข้าถึง อาบท่วมด้วยโลหิตตนเอง
"มิเรน" ซิเรเนสตะโกนออกไป "ขออำนาจแห่งวาโย"
วูบหนึ่งนั้นเราเห็น ในดวงเนตรแห่งซิเรเนส แววตาได้เห็นจนชิน แววตาที่ทำให้รู้สึกดี แววตาที่มอบความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อื่น แววตาที่บอกว่าจะคอยปกป้อง ..แววตาที่มีความสุข เมื่อได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนทุกคน ที่เชื่อใจกัน...
สายลมวูบหนึ่งพัดมา หอบเอาความรู้สึกจากที่แสนไกล ร่างของซิเรเรสเรื่อเรืองขึ้นเป็นเสีเขียวอ่อนๆ
เธออกระโดดขึ้นไป ตวัดคมดาบเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว สร้างบาดแผลลึกที่โลหิตยังมิทันได้กระซ่านเซ็นในทันใด รวดเร็วแต่แข็งแกร่งนัก แม่นยำทุกฝีดาบ
โดยมิต้องร้องขอ เพลิงหนึ่งเริงขึ้นใต้เท้าเรา ห่อหุ้มร่างให้เรืองขึ้นเป็นสีแดง
เราออกวิ่งตามซิเรเรสผู้ทะยานเคียงข้างสายลมไป อำนาจแห่งพระเพลิงผลาญเผา ดับชีวิตของเหล่าไพรีให้สิ้นไป
หนึ่งปีที่ผ่านไป ช่างรวดเร็วนัก
หนึ่งปีที่เราเฝ้าฝึกฝน เผื่อว่าสักวันหนึ่ง เรา...จะปกป้องเขาได้
"เซเรห์น ไปล่าหมีกัน" ซิเรเนสเดินเข้ามาเรียก เราลุกขึ้นยืน มือหยิบเอาย่ามที่เต็มไปด้วยของจำเป็นทั้งหลายสะพายไหล่ไปด้วย
"ปีก่อน เรายังเคยมาเกือบแย่อยู่ที่นี่เลยนะ" เรานึกย้อนไปเรื่องที่ผ่านมา
"นั่นสิ แต่คราวนี้หมีพวกนั้นต้องฆ่าง่ายกว่าตอนนั้น" ซิเรเนสว่า "หนึ่งปีนี้ เราเจออะไรต่างๆนานามากเหลือเกิน ทุกคนพัฒนาขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะเจ้า" เธอหันมาทางเรา "ฝึกซะจนจะเก่งกว่าเราอยู่แล้ว"
"คงอีกนานแหละ" เราว่า พลางชักดาบออกตั้งรับเมื่อเห็นฝูงหมีที่มาต้อนรับอาคันตุกะแปลกหน้า
สายลมจากคมดาบโบกพัด หมีฝูงใหญ่ทั้งสองฝั่งล้มลงโดยพร้อมเพรียง
เราหันไปหาซิเรเนส ยิ้มให้ เธอหันกลับมา ยิ้มตอบ ขยับริมฝีปากเอ่ยคำ
"มากขนาดนี้ จะกินหมดกันเหรอ?"
วันอาทิตย์, เมษายน 22, 2550
วันพฤหัสบดี, มีนาคม 29, 2550
...ผืนเพลิง... -บทที่หก สองคน
.........
..ปราชญ์..นั้นคือผู้รู้
มหาปราชญ์.. คือผู้รู้แจ้งจบสิ้นดินสมุทร
จอมปราชญ์.. คือผู้หยั่งรู้ทุกสิ่งสรร มิเว้นแต่จิตมนุษย์อันซับซ้อนลึกล้ำยิ่ง
..เช่นนี้ ศาสตร์เมธีทั้งปวง จึงเป็นศาสตร์แห่งผู้ใฝ่เรียนรู้..
.........
"นี่ตารางเรียน" แฝดผู้พี่นาม กวาดิเอส โผล่เข้ามายื่นกระดาษแผ่นไม่ใหญ่นักสองแผ่นให้ซาเรถึงในห้อง ไม่ลืมสำทับ "ของเจ้ากับเพื่อน เหมือนของข้ากับน้องทุกประการ ประกันได้"
ซาเรยิ้มแยกเขี้ยวขึ้นรับ เอ่ยคำขอบคุณ และแฝดนั้นก็ปิดประตูกลับห้องไป
ร่างสูงโปร่งงามสง่าทรงกายพิงช่องหน้าต่าง แสงแห่งอาทิตย์อัสดงอาบไล้สะท้อนเป็นสีทอง เนตรลึกดังมหรรณพทอดออกไปไกลแสนไกลภายนอก
ร่างบางที่แม้มิได้ดูทรงอำนาจเท่าทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง นัยน์สีรัตติแลไปในทิศเดียวกัน ประกายส้มแดงอันปรากฏคล้ายแสงไฟในค่ำคืนค่อยรางเลือนลงยามที่ผืนโพยมผลัดเปลี่ยนจากทิวาสู่ราตรี ดวงดาวเริ่มปรากฏขึ้นพร้อมจันทร์อันทอสีเงินกระจ่างอยู่ท่ามกลาง
เฉดสีแห่งทิฆัมพรเบื้องบนสับเปลี่ยนจากน้ำเงินเข้มดังนัยน์หนึ่งแห่งผู้เฝ้าจับจ้อง เป็นเฉดแห่งอันธการ ณ อีกนัยน์หนึ่งทีละน้อย ความมืดตกลงปกคลุม จากแผ่นฟ้า สู่แผ่นโลก จนมิอาจมองเห็นผู้นั่งเคียงอยู่ด้วยกันได้อย่างชัดเจน
แสงสีเหลืองสว่างปรากฏเรืองรองขึ้นในห้องช้าๆ ผู้ครองร่างเดียวกับเซเรเนย์ทรงกายลุกขึ้น เอื้อมมือออกจับหัตถ์ของผู้อยู่เบื้องหน้ากุมไว้ จนเมนิอาร์นั้นผันหน้ามามอง จึงพบรอยยิ้มของซาเร
"ป่ะ ไปกินข้าวกันเถอะ"
"นี่จานที่เท่าไหร่แล้วน่ะซาเร" น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยไถ่ถาม เมื่อเห็นผู้นาม'ซาเร'นั้น ถือข้าวมาอีกจานแล้ว
"ไม่รู้จะนับเป็นจานที่สี่ได้รึเปล่านะ เพราะเขาให้แค่ครึ่งจานเอง" น้ำเสียงนั้นค่อนขอด แต่ก็มิได้ถือสาตามเคย
"ข้าวที่ห้องอาหารรวมของหอปราชญ์นี่อร่อยดีนะ แต่ยังไงข้าก็หวังว่าไม่ต้องอยู่กินข้าวที่นี่นานนัก"
เมนิอาร์หาได้ตอบสิ่งใดไม่ เพียงรวบช้อนส้อมเข้าด้วยกันเบาๆ
...........
แสงทองเริ่มเจือ ณ ขอบฟ้า
สกุณาจากรังมาหากิน
แดดรุกล้ำเข้ามาจนถึงถิ่น
ต้องชีวินหนึ่งซึ่งตื่นอย่างมึนงง
"ซาเร?" เสียงอ่อนเบาเรียกหาผู้หนึ่งที่หายไป
"ซาเร เจ้าไปไหนน่ะ?"
แม้จะเรียกเท่าใด ในห้องนั้นก็ยังคงเงียบงันไร้สุ้มเสียง แม้จะเหลียวมองเท่าใดก็ไม่พบ
แดดเริ่มกล้าแรง ทะลุผ่านม่านเข้ามาเป็นเงาทอดอยู่บนพื้น เซเรเนย์ตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง เตรียมตัวไปเรียน
"เมนิอาร์" เจ้าของนามนั้น เมื่อถูกเรียกก็เดินเข้ามาจากริระเบียง
"ลงไปห้องอาหารกันเถอะ"
"อือ"
...........
สีหน้าของผู้ร่วมโตะทั้งสองนั้นแปลก แปลกจนแม้มิใส่ใจก็ยังสังเกตเห็นได้ ด้วยเพราะกิริยาของผู้อยู่เบื้องหน้าในเวลานี้ แตกต่างจากเมื่อวานจากหน้ามือเป็นหลังมือกระมัง
หากมิใช่ว่าเป็นคนละคน ก็น่าคิดอยู่นักว่า มีเหตุอันใดกันที่มาทำให้เปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้
จากที่เคยโผงผางพูดมาก วันนี้กลับเรียบร้อยราวเป็นผู้สูงศักดิ์มาแต่ตระกูลใด ทุกท่วงท่านุ่มนวล งดงาม แม้จะเชื่องช้า
และจากที่เมื่อวานขอข้าวถึงสามสี่จาน วันนี้กลับขอเพียงครึ่งจาน...
ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง ที่เซเรเนย์รวบช้อนลงบนจาน โดยที่มิอาจมีผู้ใดคาดเดาได้ทันท่วงที ร่างบางนั้นโงนเงนเสียการทรงตัว เนตสีนิลชาด้านราวมิอาจมองเห็นซึ่งสิ่งใด สีหน้าบ่งบอกซึ่งความเจ็บปวดสาหัสนัก และหากไม่ได้เข้าไปเมนิอาร์ประคองไว้ก่อน ก็คงล้มลงกระแทกโต๊ะเบื้องหน้า ภายใต้ความตกตะลึงของเมดิอัสและกวาดิเอส
"เซเรเนย์!"
เมนิอาร์ค่อยๆจัดให้ร่างบางพิงพนักเก้าอี้ไว้อย่างมั่นคง แล้วกุมมือไว้เบาๆ ค่อยๆส่งพลังเวทผ่านเข้าไปปลอบโยนและบรรเทาอาการ
จนร่างอันแข็งนิ่งนั่นค่อยผ่อนคลาย เสียงหอบหายใจช้าลงจนเป็นปกติ นัยน์สีนิลนั้นก็ลืมขึ้น โดยมิมีใครได้ทันตั้งตัว ร่างนั้นดีดตัวขึ้นนั่ง ขอข้าวอีกสามจานมากินทันที!
"เอ่อ.. เจ้า..." กวาดิเอสหลุดปากมาอย่างไม่แน่ใจ
ผู้ถูกเรียกนั้นเงยหน้าขึ้นหน่อยนึง เอ่ยถามทั้งยังข้าวเต็มปาก "ทำไมเหรอ?"
เห็นท่าดังนั้น สีหน้าของกวาดิเอสจึงผ่อนคลายลง ราวว่าแม้จะไม่เข้าใจ แต่กลับมาเป็นอย่างที่คุ้นเคยก็น่าจะดีแล้ว
เมดิอัสหันมองเมนิอาร์อยู่ครู่หนึ่ง จนได้รับการพยักหน้าตอบเบาๆครั้งหนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นเบาๆ ภายใต้ความเงียบที่ยังมิสร่างซา
"เมื่อครู่นี้คือเซเรเนย์สินะ แต่ที่เห็นอยู่นี่..ซาเร"
ที่เรียบร้อยนัก..ราวคุณหนูผู้สูงศักดิ์ นั่นคือเซเรเนย์
แต่ที่สดใส และพูดมากนัก.. นั่นคือ ซาเร
..ไม่ใช่คนเดียวกัน
..ปราชญ์..นั้นคือผู้รู้
มหาปราชญ์.. คือผู้รู้แจ้งจบสิ้นดินสมุทร
จอมปราชญ์.. คือผู้หยั่งรู้ทุกสิ่งสรร มิเว้นแต่จิตมนุษย์อันซับซ้อนลึกล้ำยิ่ง
..เช่นนี้ ศาสตร์เมธีทั้งปวง จึงเป็นศาสตร์แห่งผู้ใฝ่เรียนรู้..
.........
"นี่ตารางเรียน" แฝดผู้พี่นาม กวาดิเอส โผล่เข้ามายื่นกระดาษแผ่นไม่ใหญ่นักสองแผ่นให้ซาเรถึงในห้อง ไม่ลืมสำทับ "ของเจ้ากับเพื่อน เหมือนของข้ากับน้องทุกประการ ประกันได้"
ซาเรยิ้มแยกเขี้ยวขึ้นรับ เอ่ยคำขอบคุณ และแฝดนั้นก็ปิดประตูกลับห้องไป
ร่างสูงโปร่งงามสง่าทรงกายพิงช่องหน้าต่าง แสงแห่งอาทิตย์อัสดงอาบไล้สะท้อนเป็นสีทอง เนตรลึกดังมหรรณพทอดออกไปไกลแสนไกลภายนอก
ร่างบางที่แม้มิได้ดูทรงอำนาจเท่าทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง นัยน์สีรัตติแลไปในทิศเดียวกัน ประกายส้มแดงอันปรากฏคล้ายแสงไฟในค่ำคืนค่อยรางเลือนลงยามที่ผืนโพยมผลัดเปลี่ยนจากทิวาสู่ราตรี ดวงดาวเริ่มปรากฏขึ้นพร้อมจันทร์อันทอสีเงินกระจ่างอยู่ท่ามกลาง
เฉดสีแห่งทิฆัมพรเบื้องบนสับเปลี่ยนจากน้ำเงินเข้มดังนัยน์หนึ่งแห่งผู้เฝ้าจับจ้อง เป็นเฉดแห่งอันธการ ณ อีกนัยน์หนึ่งทีละน้อย ความมืดตกลงปกคลุม จากแผ่นฟ้า สู่แผ่นโลก จนมิอาจมองเห็นผู้นั่งเคียงอยู่ด้วยกันได้อย่างชัดเจน
แสงสีเหลืองสว่างปรากฏเรืองรองขึ้นในห้องช้าๆ ผู้ครองร่างเดียวกับเซเรเนย์ทรงกายลุกขึ้น เอื้อมมือออกจับหัตถ์ของผู้อยู่เบื้องหน้ากุมไว้ จนเมนิอาร์นั้นผันหน้ามามอง จึงพบรอยยิ้มของซาเร
"ป่ะ ไปกินข้าวกันเถอะ"
"นี่จานที่เท่าไหร่แล้วน่ะซาเร" น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยไถ่ถาม เมื่อเห็นผู้นาม'ซาเร'นั้น ถือข้าวมาอีกจานแล้ว
"ไม่รู้จะนับเป็นจานที่สี่ได้รึเปล่านะ เพราะเขาให้แค่ครึ่งจานเอง" น้ำเสียงนั้นค่อนขอด แต่ก็มิได้ถือสาตามเคย
"ข้าวที่ห้องอาหารรวมของหอปราชญ์นี่อร่อยดีนะ แต่ยังไงข้าก็หวังว่าไม่ต้องอยู่กินข้าวที่นี่นานนัก"
เมนิอาร์หาได้ตอบสิ่งใดไม่ เพียงรวบช้อนส้อมเข้าด้วยกันเบาๆ
...........
แสงทองเริ่มเจือ ณ ขอบฟ้า
สกุณาจากรังมาหากิน
แดดรุกล้ำเข้ามาจนถึงถิ่น
ต้องชีวินหนึ่งซึ่งตื่นอย่างมึนงง
"ซาเร?" เสียงอ่อนเบาเรียกหาผู้หนึ่งที่หายไป
"ซาเร เจ้าไปไหนน่ะ?"
แม้จะเรียกเท่าใด ในห้องนั้นก็ยังคงเงียบงันไร้สุ้มเสียง แม้จะเหลียวมองเท่าใดก็ไม่พบ
แดดเริ่มกล้าแรง ทะลุผ่านม่านเข้ามาเป็นเงาทอดอยู่บนพื้น เซเรเนย์ตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง เตรียมตัวไปเรียน
"เมนิอาร์" เจ้าของนามนั้น เมื่อถูกเรียกก็เดินเข้ามาจากริระเบียง
"ลงไปห้องอาหารกันเถอะ"
"อือ"
...........
สีหน้าของผู้ร่วมโตะทั้งสองนั้นแปลก แปลกจนแม้มิใส่ใจก็ยังสังเกตเห็นได้ ด้วยเพราะกิริยาของผู้อยู่เบื้องหน้าในเวลานี้ แตกต่างจากเมื่อวานจากหน้ามือเป็นหลังมือกระมัง
หากมิใช่ว่าเป็นคนละคน ก็น่าคิดอยู่นักว่า มีเหตุอันใดกันที่มาทำให้เปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้
จากที่เคยโผงผางพูดมาก วันนี้กลับเรียบร้อยราวเป็นผู้สูงศักดิ์มาแต่ตระกูลใด ทุกท่วงท่านุ่มนวล งดงาม แม้จะเชื่องช้า
และจากที่เมื่อวานขอข้าวถึงสามสี่จาน วันนี้กลับขอเพียงครึ่งจาน...
ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง ที่เซเรเนย์รวบช้อนลงบนจาน โดยที่มิอาจมีผู้ใดคาดเดาได้ทันท่วงที ร่างบางนั้นโงนเงนเสียการทรงตัว เนตสีนิลชาด้านราวมิอาจมองเห็นซึ่งสิ่งใด สีหน้าบ่งบอกซึ่งความเจ็บปวดสาหัสนัก และหากไม่ได้เข้าไปเมนิอาร์ประคองไว้ก่อน ก็คงล้มลงกระแทกโต๊ะเบื้องหน้า ภายใต้ความตกตะลึงของเมดิอัสและกวาดิเอส
"เซเรเนย์!"
เมนิอาร์ค่อยๆจัดให้ร่างบางพิงพนักเก้าอี้ไว้อย่างมั่นคง แล้วกุมมือไว้เบาๆ ค่อยๆส่งพลังเวทผ่านเข้าไปปลอบโยนและบรรเทาอาการ
จนร่างอันแข็งนิ่งนั่นค่อยผ่อนคลาย เสียงหอบหายใจช้าลงจนเป็นปกติ นัยน์สีนิลนั้นก็ลืมขึ้น โดยมิมีใครได้ทันตั้งตัว ร่างนั้นดีดตัวขึ้นนั่ง ขอข้าวอีกสามจานมากินทันที!
"เอ่อ.. เจ้า..." กวาดิเอสหลุดปากมาอย่างไม่แน่ใจ
ผู้ถูกเรียกนั้นเงยหน้าขึ้นหน่อยนึง เอ่ยถามทั้งยังข้าวเต็มปาก "ทำไมเหรอ?"
เห็นท่าดังนั้น สีหน้าของกวาดิเอสจึงผ่อนคลายลง ราวว่าแม้จะไม่เข้าใจ แต่กลับมาเป็นอย่างที่คุ้นเคยก็น่าจะดีแล้ว
เมดิอัสหันมองเมนิอาร์อยู่ครู่หนึ่ง จนได้รับการพยักหน้าตอบเบาๆครั้งหนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นเบาๆ ภายใต้ความเงียบที่ยังมิสร่างซา
"เมื่อครู่นี้คือเซเรเนย์สินะ แต่ที่เห็นอยู่นี่..ซาเร"
ที่เรียบร้อยนัก..ราวคุณหนูผู้สูงศักดิ์ นั่นคือเซเรเนย์
แต่ที่สดใส และพูดมากนัก.. นั่นคือ ซาเร
..ไม่ใช่คนเดียวกัน
วันพุธ, ธันวาคม 27, 2549
ชลนัยน์นั้นหลั่งริน...
ค่ำคืนนั้น.. กลางรัตติในเมืองอันฟ้ามิเคยมืดสนิท นคราอันเขาเอื้อนเอ่ยนาม ธานีแห่งเหล่าเทพา
ชลนัยน์หนึ่งหลั่งรินลง.. เราร่ำไห้แด่ผู้เป็นที่รักยิ่งนัก...
หัตถ์แห่งเรานั่นเอง.. คือผู้ขีดชะตากรรม คือผู้ลิขิตซึ่งทุกข์ เศร้าหม่นเจ็บปวดทั้งปวง...
หัตถ์แห่งเรานั่นเอง.. คือผู้อาจเปลี่ยนแปรทุกสิ่งสรร อาจบันดาลทุกสิ่งอัน อาจผันชีวิต...
สรรค์สร้างแล้วทอดทิ้ง.. ยัดเยียดซึ่งชีวิตอันโศกศัลย์ให้...
แต่ในค่ำคืนหนึ่ง ..กลับร่ำไห้ให้...
..กลับเอ่ยร่ำพร่ำบอก เรารักท่าน... ราชอมิเนต์...

ท่านเอย... จักมีฤๅไม่.. วันใดอาจอภัยให้เรา...
ชีวินอันไร้ผู้รักยิ่ง..
ชีวินอันแม้เพื่อนก็แทบมิมี...
ชีวินอันหัตถ์เรากลั่นแกล้งอย่างโหดร้ายนัก...
ชีวินอันมิมี.. ผู้ใดอาจขับขานบนเพลงนี้มอบให้ได้...
Ayumi Hamasaki - Moments
เราสงสารท่านเหลือเกิน.. ผู้เป็นทุกข์ด้วยหัตถ์แห่งเรา....
เราผิดต่อท่าน.... ราชอมิเนต์
ชลนัยน์หนึ่งหลั่งรินลง.. เราร่ำไห้แด่ผู้เป็นที่รักยิ่งนัก...
หัตถ์แห่งเรานั่นเอง.. คือผู้ขีดชะตากรรม คือผู้ลิขิตซึ่งทุกข์ เศร้าหม่นเจ็บปวดทั้งปวง...
หัตถ์แห่งเรานั่นเอง.. คือผู้อาจเปลี่ยนแปรทุกสิ่งสรร อาจบันดาลทุกสิ่งอัน อาจผันชีวิต...
สรรค์สร้างแล้วทอดทิ้ง.. ยัดเยียดซึ่งชีวิตอันโศกศัลย์ให้...
แต่ในค่ำคืนหนึ่ง ..กลับร่ำไห้ให้...
..กลับเอ่ยร่ำพร่ำบอก เรารักท่าน... ราชอมิเนต์...

ท่านเอย... จักมีฤๅไม่.. วันใดอาจอภัยให้เรา...
ชีวินอันไร้ผู้รักยิ่ง..
ชีวินอันแม้เพื่อนก็แทบมิมี...
ชีวินอันหัตถ์เรากลั่นแกล้งอย่างโหดร้ายนัก...
ชีวินอันมิมี.. ผู้ใดอาจขับขานบนเพลงนี้มอบให้ได้...
Ayumi Hamasaki - Moments
เราสงสารท่านเหลือเกิน.. ผู้เป็นทุกข์ด้วยหัตถ์แห่งเรา....
เราผิดต่อท่าน.... ราชอมิเนต์
วันจันทร์, พฤศจิกายน 27, 2549
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)